กรมการขนส่งทางรางจัดการประชุมหารือความร่วมมือเชิงปฏิบัติการด้านรถไฟไทย – ญี่ปุ่น ครั้งที่ 9 ร่วมกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (MLIT) เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง วางแผนการเดินรถส่วนต่อขยาย พร้อมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) ต่อยอดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อุตสาหกรรมระบบราง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 69 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทน MLIT โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) ณ ห้องมนังคศิลา ชั้น 2 กรมการขนส่งทางราง และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์
การประชุมครั้งนี้ฝ่ายญี่ปุ่นได้นำเสนอผลการศึกษาแนวทางการซ่อมบำรุงรถไฟชานเมืองสายสีแดง พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงใหญ่ และการเตรียมความพร้อมให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) สามารถพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานด้วยตนเองในอนาคต
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ภายในประเทศ (Local Content) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุง และลดส่วนจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาและยกระดับบุคลากรไทยให้มีความเชี่ยวชาญจนสามารถดำเนินการซ่อมบำรุงใหญ่ได้ด้วยตนเอง
ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการเดินรถเพื่อรองรับส่วนต่อขยายสายสีแดง ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และด้านตะวันตกไปยังสถานีศาลายา รวมถึงช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน โดยพิจารณาความถี่การเดินรถ จำนวนขบวนรถ การจัดสรรขบวนรถสำรอง และการบริหารจัดการการเดินรถให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารในอนาคต
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายสำคัญสูงสุดในอนาคต คือการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนระบบรางขึ้นภายในประเทศไทย โดยอาศัยจุดแข็งจากอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่มีศักยภาพและระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่งอยู่เดิม มาต่อยอดและปรับใช้กับการผลิตชิ้นส่วนระบบราง นอกจากจะช่วยขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมระบบรางของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงแล้ว ยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่ New S-Curve ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่ม
การหารือร่วมกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือไทย – ญี่ปุ่น ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการพัฒนาแผนการเดินรถ การยกระดับประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และการวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
หน่วยงานที่ประกาศ
กลุ่มประชาสัมพันธ์