กรมการขนส่งทางราง หารือผู้ให้บริการระบบรางแก้ไขปัญหาในระบบขนส่งทางราง พร้อมติดตามเหตุขัดข้องของรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

วันนี้ (10 ต.ค. 68) นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับและบริหารจัดการระบบขนส่งทางราง ครั้งที่ 4/2568 ร่วมกับหน่วยงานผู้ให้บริการระบบรางที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมฯ ได้มีการหารือประเด็นที่มีผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้บริการระบบขนส่งทางราง รวมทั้งกำหนดแนวทางการปรับปรุงและแก้ไขปัญหา โดยมีประเด็นหารือที่สำคัญ ดังนี้

สถิติเหตุขัดข้องของรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 รวม 16 ครั้ง ประกอบด้วย ระบบขับเคลื่อน 2 ครั้ง ระบบเบรค 2 ครั้ง ระบบประตูรถ 2 ครั้ง ราง/รางที่สาม 2 ครั้ง จุดสับราง 2 ครั้ง เครื่องนับเพลา 1 ครั้ง ระบบอาณัติสัญญาณ 2 ครั้ง ปัจจัยภายนอก 1 ครั้ง และเหตุอื่น ๆ 2 ครั้ง ซึ่งกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ประสานผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าเพื่อหาสาเหตุของการขัดข้อง และร่วมกันกำหนดแนวทางการป้องกัน เพื่อลดจำนวนเหตุรถไฟฟ้าขัดข้องต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ รับทราบมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล โดยขยายกรอบเวลาการดำเนินการมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสาย สำหรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ – รังสิต) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

ที่ประชุมฯ ยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานกรณีถนนสามเสนบริเวณหน้าวชิรพยาบาล ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 1 เกิดการทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 โดย ขร. ได้มีหนังสือ เรื่อง แนวทางการป้องกันอุบัติการณ์กรณีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางการบรรเทาเหตุและการแก้ไขตลอดจนการป้องกันในอนาคตถึงกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณามอบหมาย รฟม. ดำเนินการ

ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ ได้มีการหารือเกี่ยวกับกรณีรางนำไฟฟ้า (Conductor Rail) รถไฟฟ้ามหานครสายสีชมพูร่วงหล่น เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 โดย ขร. ได้มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานผู้ให้บริการรถไฟฟ้าพิจารณาดำเนินการดังนี้

1. ตรวจสอบและวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้อุปกรณ์ขารับไฟฟ้า (Collector Shoe) ของขบวนรถกระแทกกับรางนำไฟฟ้า (Conductor Rail)

2. ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอุปกรณ์ขารับไฟฟ้า (Collector Shoe) และตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ การหลวมของตัวยึด และระดับทั้งแนวราบและแนวตั้งของตำแหน่งแนวรางนำไฟฟ้า (Alignment of Conductor Rail) โดยใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนตัวอยู่เป็นประจำ รวมถึงตรวจสอบช่องว่างรอยต่อของชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ค่ามาตรฐานการออกแบบอย่างเคร่งครัด

3. เร่งรัดดำเนินการซ่อมคานสับเปลี่ยนทิศทางการเดินรถ (Track Switch) ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเปิดบริการเดินรถแบบไม่เต็มรูปแบบ เป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย Shuttle Service ระหว่างสถานีศูนย์ราชการนนทบุรี (PK01) – สถานีกรมชลประทาน (PK05) ไป – กลับเฉพาะฝั่ง East Bound (ฝั่งมุ่งหน้าปลายทางสถานีมีนบุรี (PK30)) และ Short Loop ระหว่างสถานีกรมชลประทาน (PK05) – สถานีมีนบุรี (PK30) โดยผู้โดยสารเปลี่ยนขบวนรถที่สถานีกรมชลประทาน (PK05) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ รวมทั้งเร่งรัดติดตั้งรางนำไฟฟ้า (Conductor Rail) เพื่อให้สามารถกลับมาเดินรถได้เต็มรูปแบบโดยเร็วต่อไป

4. พิจารณาความเป็นไปได้ในการแบ่งช่วงความยาวของรางนำไฟฟ้า (Conductor Rail) เป็นช่วงที่สั้นลง และมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เป็นช่วง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินรถเป็นวงกว้างกรณีที่เกิดเหตุ รวมถึงให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการออกแบบอุปกรณ์ยึดรางไฟฟ้าให้มีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และมีการป้องกันการร่วงหล่นของรางนำไฟฟ้าได้อีกชั้นหนึ่ง (Fail-safe) ซึ่งจะช่วยลดและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

หน่วยงานที่ประกาศ

กลุ่มประชาสัมพันธ์

เรื่องอื่นๆในหมวดหมู่ข่าวประชาสัมพันธ์

Skip to content