วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมโครงข่ายการคมนาคมขนส่ง ความคืบหน้าโครงการขนาดใหญ่ และการจัดการจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ณ สำนักงานแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 เพื่อยกระดับการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยมีโครงการสำคัญด้านระบบรางในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ สายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี ระยะทาง 73.8 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟสายใต้กับโครงข่ายทางรถไฟเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งเชื่อมต่อไปยังสายตะวันออกได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันยังขาดโครงข่ายทางรถไฟ (missing link railway network) ช่วงนี้อยู่ โครงการดังกล่าวประกอบด้วย 5 สถานี และย่านกองเก็บสินค้า 2 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะศึกษาแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2570
นายพิเชฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังรับฟังการบรรบายสรุป รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะได้ร่วมลงพื้นที่จุดตัดทางรถไฟบริเวณทางหลวงหมายเลข 3260 อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจุดตัดทางรถไฟบริเวณเส้นทางเลียบคลองทางเข้าวัดป่าเลไลยก์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปความคืบหน้าการขอรับการจัดสรรงบประมาณ สำหรับดำเนินการติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ โดยปัจจุบัน รฟท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement) ร่วมกับแขวงทางหลวงสุพรรณบุรีแล้ว โดยรฟท. อยู่ระหว่างเตรียมประกวดราคาและติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ สัญญาณไฟแจ้งเตือนและเครื่องหมายจราจร บริเวณจุดตัดทางรถไฟ พร้อมทั้งปรับปรุงทางผ่านเป็นแผ่นปูทางผ่านคอนกรีตกำลังสูงสำเร็จรูป โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2570 เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนที่สัญจรผ่านจุดตัดทางรถไฟดังกล่าว
นายพิเชฐฯ กล่าวว่า ขร. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าแบบสมบูรณ์ไร้รอยต่อ (Seamless Network) โดยเฉพาะทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–ชุมทางบ้านภาชี ที่จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรีและพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งนี้ การพัฒนาระบบรางให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศจะช่วยสนับสนุนฐานการผลิตอุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่ากลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร ยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทั้งภายในพื้นที่และระหว่างจังหวัด ตลอดจนเสริมความสมบูรณ์ของโครงข่ายคมนาคม อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
นายพิเชฐ กล่าวปิดท้ายว่า ขร. พร้อมบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
หน่วยงานที่ประกาศ
กลุ่มประชาสัมพันธ์