ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของระบบรางไทย

เมื่อ “รถไฟไทย” ต้องมีใบอนุญาตเป็นครั้งแรกในรอบกว่าศตวรรษ

หากถามว่า รถไฟไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไร หลายคนอาจตอบได้ว่าประเทศไทยเริ่มเดินรถไฟมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือกว่า 128 ปีมาแล้ว

แต่หากถามว่า “รถไฟไทยมีใบอนุญาตประกอบกิจการหรือยัง?”

คำตอบคือ เพิ่งมีเป็นครั้งแรกในปี 2569 นี้เอง

นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูประบบรางไทย ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการรถไฟและรถไฟฟ้าของประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกับนานาอารยประเทศ

📌ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ลงนามออก “ใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางราง” ให้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อย่างเป็นทางการ

นี่ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสารราชการ แต่คือการออกใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางรางฉบับแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย นับตั้งแต่มีการเดินรถไฟในประเทศ

🚆จากระบบเดิม สู่มาตรฐานใหม่ภายใต้กฎหมายราง

ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐผู้ให้บริการรถไฟและรถไฟฟ้าของไทยดำเนินงานภายใต้กฎหมายจัดตั้งองค์กรของตนเอง แต่เมื่อพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ประเทศไทยจึงก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางต้องอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาตอย่างชัดเจน

กฎหมายกำหนดให้ รฟท. และ รฟม. ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการรายเดิม ต้องได้รับใบอนุญาตภายใน 120 วัน เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องได้โดยไม่สะดุด พร้อมเข้าสู่ระบบกำกับดูแลมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

📃ทั้งสองหน่วยงานได้รับ “ใบอนุญาตประเภท 3” หรือใบอนุญาตประกอบกิจการรางเพื่อการขนส่งและการเดินรถขนส่งทางราง ครอบคลุมทั้งการบริหารโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการเดินรถ

โดยมีอายุใบอนุญาตยาว 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2599

ใบอนุญาตที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง

❓คำถามสำคัญคือ การมีใบอนุญาตแล้วประชาชนได้อะไร?

คำตอบคือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ ความปลอดภัย และสิทธิของผู้โดยสารอย่างเป็นรูปธรรม

1️⃣รถไฟล่าช้า ยกเลิกเดินรถ ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น

ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องมีมาตรการชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้โดยสารในกรณีที่การเดินรถเกิดความล่าช้าหรือถูกยกเลิก

ถือเป็นการยกระดับความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการ และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

2️⃣ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการได้รับความคุ้มครองด้านประกันภัย

กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดให้มีประกันภัยความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและร่างกายของผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ

นั่นหมายความว่า ทุกการเดินทางจะมีหลักประกันด้านความปลอดภัยและการเยียวยาที่ชัดเจนมากขึ้น

3️⃣ค่าโดยสารและค่าบริการต้องเป็นธรรม ร้องเรียนได้จริง

การกำหนดค่าโดยสารและค่าบริการจะต้องอยู่ภายใต้กรอบอัตราที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถเรียกเก็บเกินเพดานที่ได้รับอนุมัติ

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องมีระบบรับเรื่องร้องเรียน การติดตามผล และการแก้ไขปัญหาที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

4️⃣โปร่งใส ตรวจสอบได้

ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจัดทำบัญชี รายงานฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานส่งให้กรมการขนส่งทางรางตรวจสอบเป็นประจำ

ช่วยยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของกิจการระบบรางให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

📜มากกว่าใบอนุญาต คือการยกระดับทั้งระบบ

ภายใต้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ผู้ได้รับใบอนุญาตยังมีหน้าที่สำคัญอีกหลายด้าน

🚄ตั้งแต่การดูแลซ่อมบำรุงราง สถานี ระบบอาณัติสัญญาณ และขบวนรถให้มีความปลอดภัยสูงสุด การเตรียมพร้อมรับมืออุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉิน การร่วมสอบสวนหาสาเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

👩🏻‍🦽‍➡️👫รวมถึงการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และเด็ก ตลอดจนการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินกิจการระบบราง

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ที่มองว่า “ระบบราง” ไม่ใช่เพียงเรื่องการเดินรถ แต่เป็นบริการสาธารณะที่ต้องมีมาตรฐาน ความปลอดภัย ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองผู้ใช้บริการอย่างรอบด้าน

📌ก้าวสำคัญสู่อนาคตระบบรางไทย

การออกใบอนุญาตให้แก่ รฟท. และ รฟม. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงพิธีการทางกฎหมาย

แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก “ยุครถไฟที่ดำเนินงานตามสิทธิเดิม” สู่ “ยุครถไฟที่ดำเนินงานภายใต้ระบบกำกับดูแลสมัยใหม่”

และเป็นอีกก้าวของประเทศไทยในการสร้างระบบขนส่งทางรางที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย โปร่งใส และให้ความสำคัญกับประชาชนผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง

เพราะนับจากวันนี้เป็นต้นไป รถไฟไทยไม่ได้มีเพียงรางและขบวนรถเท่านั้น แต่ยังมี “ใบอนุญาต” ที่เป็นหลักประกันว่า การเดินทางของประชาชนจะได้รับการดูแลภายใต้กฎหมายที่ทันสมัยและมาตรฐานที่ชัดเจนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ

หน่วยงานที่ประกาศ

กลุ่มประชาสัมพันธ์

เรื่องอื่นๆในหมวดหมู่อินโฟกราฟิก

Skip to content