นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม เข้าร่วมและร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในการประชุม “ASEAN Urban Rail Transit Supply and Demand Matchmaking Conference 2569” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2569 ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ “Collaboration and Sharing for Win-Win Development” เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยง ยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม
นายอธิภู ได้นำเสนอทิศทางและกรณีศึกษาของประเทศไทย ในหัวข้อ “The Future Development and Cooperation of Urban Rail Transit in Thailand” โดยฉายภาพการเติบโตของโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วรวมระยะทางกว่า 280 กิโลเมตร รองรับผู้โดยสารประมาณ 1.8 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน และอยู่ระหว่างการเดินหน้าตามแผนแม่บท (M-MAP) เพื่อขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมระยะทางรวมกว่า 550 กิโลเมตร ควบคู่กับการเร่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางในเมืองศูนย์กลางภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ต และหาดใหญ่ เพื่อกระจายความเจริญและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ
ชี้โจทย์สำคัญ “สร้างทางอย่างเดียวไม่พอ ต้องเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ”
รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า บทเรียนสำคัญจากการพัฒนาระบบรางที่ผ่านมาคือ การขยายโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรติดขัดได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากประชาชนยังคงเดินทางด้วยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก ดังนั้น กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางราง จึงเปลี่ยนผ่านจุดเน้นจากการสร้างทาง ไปสู่ “การเชื่อมโยงระบบเดินทางอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility)”
กรมการขนส่งทางราง กำลังเร่งแก้ไขปัญหาจุดคอขวดบริเวณสถานีเชื่อมต่อสำคัญ การพัฒนาระบบขนส่งรอง (Feeder System) เพื่อเติมเต็มการเดินทางช่วงแรกและช่วงสุดท้าย (First/Last Mile) รวมถึงการผลักดัน ระบบตั๋วร่วมผ่านบัตร EMV Contactless (Open-Loop Payment) ที่ช่วยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรเครดิต/เดบิตใบเดียว แตะเข้า-ออกจากระบบรถไฟฟ้าต่างสายได้อย่างสะดวก ลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และประหยัดเวลาในการเดินทาง
ผนึกกำลังต่างชาติ มุ่งเน้น 3 ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต (Beyond Funding) สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ประเทศไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การลงทุนด้านงบประมาณ แต่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงเทคโนโลยีและการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) จากประเทศชั้นนำ โดยเน้นย้ำ 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่:
1. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบรางอัจฉริยะ (Smart Rail System & AI): นำระบบ AI และกล้องตรวจวัดความหนาแน่นผู้โดยสารมาบริหารจัดการการเดินรถแบบเรียลไทม์ เพื่อแก้ปัญหาความแออัดบริเวณสถานีเชื่อมต่อในช่วงเวลาเร่งด่วน
2. การพัฒนาขีดความสามารถบุคลากร (Human Resource Development): สร้างความร่วมมือในการฝึกอบรมวิศวกรและบุคลากรในประเทศ ให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเดินรถ การซ่อมบำรุงรักษา (O&M) และการปรับปรุงสภาพขบวนรถ (Refurbishment) ได้เองในระยะยาว
3. การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD): บูรณาการการวางผังเมืองและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับสถานีรถไฟฟ้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเกิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
“การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยบนเวทีระดับภูมิภาค พร้อมเปิดรับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จากภาคอุตสาหกรรมระบบรางของจีนและอาเซียน เพื่อร่วมกันยกระดับระบบขนส่งทางรางของไทยให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต” นายอธิภู กล่าวสรุป
หน่วยงานที่ประกาศ
กลุ่มประชาสัมพันธ์